เสียบหูฟังมือถือนานเสี่ยงทำ ‘หูพัง’

News in Asia

เสียบหูฟังมือถือนานเสี่ยงทำ ‘หูพัง’

แพทย์เผยคนไทยมีปัญหาสูญเสียการได้ยิน 2.7 ล้านคน เทียบเท่าประชากรจ.โคราช ไม่แก้ไขอีก 7 ปี ทุก 10 คนพบ 1 คนมีปัญหา ศ.พญ.เสาวรส ภทรภักดิ์ ประธานราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย แถลงข่าวโครงการ Wrold Hearing Day – วันการได้ยินโลก ว่า ทั่วโลกมีประชากรที่มีปัญหาการได้ยิน 360 ล้านคน ขณะที่องค์การอนามัยโลกระบุว่า การใช้ชีวิตในปัจจุบันวัยรุ่นและวัยทำงาน

มีความเสี่ยงต่อภัยจากเสียงมากขึ้นราว 1,000 ล้านคน สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันคนไทยมีปัญหาการได้ยินประมาณ 2.7 ล้านคน หรือเทียบเท่ากับจำนวนประชากรจังหวัดนครราชสีมา หากไม่ได้รับการป้องกันหรือแก้ไขในปี 2568 คาดว่าคนไทยทุก 10 คนจะเจอปัญหาการได้ยิน 1 คน ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการสูญเสียการได้ยิน เนื่องจาการใช้ชีวิตในปัจจุบันอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีเสียงดังมากขึ้น เช่น สถานที่ทำงาน สถานบันเทิง ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ งานปาร์ตี้ต่างๆ หรืองานคอนเสิร์ต รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่ต้องเสียบหูฟัง เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือการเชื่อมต่อบลูธูท ปัญหาการสูญเสียการได้ยินจากเสียงดังอาจแบ่งได้เป็นหลายระดับ คือ 1.การสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราว มักมีเสียงในหูร่วมด้วย ระยะฟื้นตัวไม่เกิน 24 ชั่วโมง หากสัมผัสเสียงดังเป็นเวลานาน อาจเกิดการสูญเสียการได้ยินแบบถาวรได้ 2.การสูญเสียแบบถาวร มีการสูญเสียเซลล์ขน และการเสื่อสลายของเส้นประสาท แบ่งเป็นการสูญเสียการได้ยินจากเสียงดัง อาจเกิดจากการได้ยินเสียงดังๆ เป็นระยะเวลานาน หรือการได้รับเสียงดังมากๆ ในระยะเวลาอันสั้น เช่น เสียงระเบิด เสียงปืน ทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินแบบเฉียบพลัน อาจมีอาการปวด เยื่อแก้วหูทะลุร่วมด้วย การป้องกันตนเองไม่ให้ได้เกิดการสูญเสียการได้ยิน คือ 1.ปรับลดความดังเสียงลง 2.ใส่ที่อุดหูกันเสียง 3.ตั้งความดังเสียงในอุปกรณ์ต่างๆ ในระดับปลอดภัยคือประมาณ 60% ของความดังสูงสุด 4.พักหูในช่วงที่มีกิจกรรมที่ต้องได้ยินเสียงดังต่อเนื่องเป็นเวลานาน 5.จำกัดเวลาใช้หูฟังส่วนตัว ฟังเสียงจากคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน 6.ประเมินระดับเสียงที่ได้ยยิน โดยใช้แอปพลิเคชันในโทรศัพท์ที่วัดระดับความดังของเสียงได้ 7.ถ้าเริ่มมีความผิดปกติในการได้ยิน เช่น มีเสียงแว่วในหูคล้ายเสียงจิ้งหรีดหรือจั๊กจั่น หรือเริ่มฟังคนอื่นพูดไม่รู้เรื่อง ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ทันที และ 8.หน่วยงานหรือโรงเรียนควรสนับสนุนให้มีการจัดการตรวจคัดกรองการได้ยินอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth